เราต่างก็รู้จักกันดีว่าบอร์ดเกมหรือเกมกระดานคืออะไร บางคนอาจเคยลองเล่นหรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง บางคนเติบโตมากับการเล่นบอร์ดเกม ซึ่งก็ยังคงสนุกกับการเล่นพร้อมกับได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากบอร์ดเกมอยู่ โดยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา บอร์ดเกมได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในปี 2012 หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน (The Guardian) ของอังกฤษรายงานว่า บอร์ดเกมในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 40 ต่อปี แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าบอร์ดเกมมีความเป็นมาอย่างไร หรือใครเป็นผู้คิดค้นบอร์ดเกมขึ้นมา

บอร์ดเกมในยุคเริ่มแรก (5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามนุษย์ริเริ่มการเล่นบอร์ดเกมขึ้นมาก่อนที่จะรู้จักการประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อใช้เขียนบันทึก โดยมีหลักฐานการขุดพบหินแกะสลักขนาดเล็กที่มีสีสันต่างๆ จำนวน 49 ก้อนที่สุสานบาเชอ โฮยูค (Başur Höyük) ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปีทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี ถือได้ว่าเป็นชิ้นส่วนของเกมที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา  นอกจากนี้ มีการขุดพบชิ้นส่วนเกมที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกันในประเทศซีเรียและอิรัก  หลักฐานเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่าบอร์ดเกมมีต้นกำเนิดในแถบดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ในแถบแม่น้ำไนล์ (Nile)  แม่น้ำไทกริส (Tigris) และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates) ในตะวันออกกลาง โดยดินแดนแถบนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มคิดค้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ กระดาษปาปิรุส ลูกอมรสมินท์ และปฏิทิน ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นองค์ประกอบสำหรับการจัดปาร์ตี้บอร์ดเกมไนท์ (Board Game Night) ในปัจจุบันอีกด้วย

บางคนอาจจะอยากรู้ว่าบอร์ดเกมใดที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นเกมแรก คำตอบคือ “ลูกเต๋า” นั่นเอง ลูกเต๋าเป็นชิ้นส่วนสำคัญของบอร์ดเกมส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน และถือเป็นรากฐานสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการคิดค้นเกมที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์​

ลูกเต๋าผลิตขึ้นจากวัสดุหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับที่ตั้งของแหล่งผลิต เช่น ลูกเต๋าที่ทำมาจากทองแดง แก้ว งาของสัตว์ต่างๆ และหินอ่อนจะมาจากแหล่งที่วัสดุเหล่านี้หาได้ง่าย  รูปด้านบนเป็นลูกเต๋าในยุคโรมันซึ่งดูคล้ายกับลูกเต๋าในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

บอร์ดเกม กิจกรรมยามว่างของราชวงศ์ (3,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

บอร์ดเกมหรือเกมกระดานกลายเป็นที่นิยมของเหล่าฟาโรห์ในยุคอียิปต์โบราณ​ เกมที่ถือว่าเก่าแก่มากที่สุดคือ Senet ซึ่งถูกค้นพบในสุสานสมัยก่อนราชวงศ์และราชวงศ์ที่หนึ่งสมัยอียิปต์โบราณ โดยเกม Senet ที่พบจะมีรูปภาพประกอบที่แตกต่างกันไป โดยสมัยจักรวรรดิ์อียิปต์ใหม่ช่วงระหว่าง 1,550 – 1,077 ปีก่อนคริสต์ศักราช เกม Senet ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องรางในการเดินทางสู่ความตาย

ชาวอิยิปต์โบราณมีความเชื่อที่ฝังแน่นในเรื่อง “โชคชะตา” โดยองค์ประกอบของความโชคดีในเกม Senet เชื่อมโยงกับแนวคิดนี้อย่างแนบแน่น โดยเชื่อว่าผู้วายชนม์จะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเทพเจ้าอันยิ่งใหญ่ที่ประทับอยู่ในสุสานอิยิปต์ คือ รา (Ra) ธอท  (Thoth) หรือบางครั้งก็โอซิริส (Orisis) ดังนั้น กระดานเกม Senet มักจะถูกฝังไว้รวมกับเครื่องมือจำเป็นอื่นๆ สำหรับการเดินทางผ่านภยันตรายต่างๆ ไปสู่โลกหลังความตาย

วิธีการเล่นเกม Senet ที่ถูกต้องยังคงมีการถกเถียงกันอยู่  โดยกระดานเกมจะมีลักษณะเป็นช่องสีเหลี่ยมทั้งหมด 30 ช่อง แบ่งเป็น 3 แถว แถวละ 10 ช่อง และมีตัวเดินอยู่ 2 ชุด (อย่างน้อย 5 ตัวต่อชุด หรืออาจจะมากหรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับการเล่น)  โดยนักประวัติศาสตร์ลงมือศึกษาค้นคว้าและคาดเดาอย่างมีหลักการถึงวิธีการเล่นที่ถูกต้องของเกมนี้ ซึ่งต่อมาบริษัทต่างๆ ได้นำวิธีการเล่นที่มีการรวบรวมไว้มาผลิตเป็นเกมสำหรับจำหน่ายในปัจจุบัน

บอร์ดเกมที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งมีกฏเขียนไว้พร้อมเล่นน่าจะเป็นเกม The Royal Game if Ur (หรือรู้จักกันในอีกชื่อคือ Game of Twenty Squares) แม้ว่าเกม Senet จะปรากฏขึ้นในโลกมาก่อนเกมนี้กว่า 900 ปี แต่กฎของเกมนี้ถูกค้นพบและนำมาแปล ซึ่งแม้ว่ากฎบางข้ออาจถูกตีความต่างออกไปจากยุคก่อน เราก็ยังพอจะเล่นเกมนี้ได้อย่างถูกต้องเช่นเดียวกับเมื่อ 2,000 ปีก่อน

หลักฐานการพบเกม Backgammon ครั้งแรก (2,000 ปีก่อน)

Ludus Duodecim Scriptorium  เป็นเกมกระดานที่ได้รับความนิยมในช่วงยุคอาณาจักรโรมัน ชื่อเกมมีความหมายว่า “เกม 12  ช่อง” ซึ่งอาจเป็นการกล่าวถึงรอยจารึก 12 ช่องจำนวน 3 แถวซึ่งปรากฏบนกระดานที่ถูกค้นพบ ทั้งนี้เชื่อกันว่ากระดานเกมในยุคหลังสืบทอดมาจากเกมนี้  และเกมนี้ยังมีความคล้ายคลึงกับเกม  Backgammon สมัยใหม่เป็นอย่างมาก

เกมที่มีกฎพร้อมเล่นที่เก่าแก่ที่สุดเรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกับเกม Backgammon เป็นเกมกระดานที่มีรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วยาวทั้งหมด 24 รูปเรียกว่าพอยต์ (point) ซึ่งมีสามเหลี่ยม 12 รูปอยู่ในแต่ละด้านของกระดาน ในปัจจุบัน ผู้เล่นแต่ละคนจะใช้หมากตัวเดิน 15 ตัวและใช้ลูกเต๋า 6 ด้านสำหรับเล่น เป้าหมายของเกมซึ่งก็คือ การนำหมากของตนออกจากกระดานให้หมดก่อนฝ่ายตรงข้ามยังคงเหมือนกับกฎดั้งเดิม แต่เกม Backgammon แบบเดิมจะต่างออกไปตรงที่มีการใช้ลูกเต๋ามากกว่า (แบบเดิมใช้ 3 ลูก แต่สมัยใหม่ใช้ 2 ลูก) และการเริ่มนำตัวหมากออกจากกระดาน ในเกมสมัยใหม่ หมากจะเข้ามาในกระดานได้ด้วยวิธีเดียวกับหมากที่อยู่ในบาร์ (Bar)

ความนิยมของเกม Backgammon เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงกลางยุค 1960s ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความมีสเน่ห์ของเจ้าชาย Alexis Obolensky ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “บิดาของเกม Backgammon สมัยใหม่” โดยท่านทรงเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม Backgammon สากลขึ้นและตีพิมพ์กฎการเล่นเกมนี้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ท่านยังทรงก่อตั้งชมรม  Backgammon ระดับโลกที่เมืองแมนฮัตตันด้วย โดยริเริ่มใช้ระบบการแข่งขัน Backgammon แบบใหม่ขึ้นมาในปีค.ศ. 1963 โดยต่อมาท่านทรงจัดการแข่งขันระดับสากลครั้งแรกขึ้นในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1964 ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดาราชวงศ์ เหล่าคนดังและสื่อต่างๆ เป็นอย่างมาก

บอร์ดเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็ก (500  ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ในวัฒนธรรมโบราณเริ่มแรก ผู้เล่นบอร์ดเกมหรือเกมกระดานคือผู้ใหญ่ แต่จากรากเหง้าที่ฝังลึกในสังคมทำให้เด็กๆ เองก็หันมาเล่นบอร์ดเกมกันอย่างรวดเร็ว  แม้ว่าอาจเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นเกมกระดาน แต่หนึ่งในเกมแรกๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเด็กคือเกม Hop-Scotch (หรือการเล่นตั้งเต) นั่นเอง จะเห็นได้ว่าบอร์ดเกมมีความเป็นมาอันยาวนานมากกว่าที่เราคาดคิดเสียอีก

หลักฐานแรกเริ่มที่พบว่ามีการเล่น Hop-Scotch คือการเล่นของเด็กโรมันเมื่อ 500 ปีก่อนคริสตศักราช ซึ่งเด็กๆ ทั่วโลกต่างก็เล่นเกมนี้กันโดยอาจมีกฎบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป กฎพื้นฐานคือ ผู้เล่นคนแรกทอยหมาก (มักจะใช้ก้อนหิน เหรียญ หรือถุงถั่ว) ไปที่ช่องหมายเลขหนึ่ง โดยหมากจะต้องอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมนั้นโดยไม่สัมผัสกับขอบหรือกระเด็นออกไป จากนั้นผู้เล่นกระโดดข้ามช่องที่โยนหมากไว้ และกระโดดตามช่องต่างๆ ไปจนสุดตารางที่วาดไว้

เกม Tafl และกำเนิดของหมากรุก (.. 400)

เกม Tafl อยู่ในตระกูลเดียวกับบอร์ดเกมกลยุทธ์ของเยอรมันและเคลติกโบราณ ซึ่งเล่นโดยใช้กระดานลายตารางและมีหมากสองสีสำหรับสองฝ่ายเป็นจำนวนเลขคี่

แม้ว่าขนาดของกระดานและจำนวนของตัวเดินจะแตกต่างกัน แต่เกมทั้งหมดเกี่ยวข้องกับอัตราส่วนของตัวหมากอันโดดเด่นคือ 2:1 ของตัวหมาก ซึ่งฝ่ายที่มีน้อยกว่าจะมีตัวหมากพระราชาวางอยู่ที่จุดเริ่มต้นตรงกลางกระดาน เป้าหมายของพระราชาคือการหนีออกจากกระดานหรือมุม ส่วนอีกฝ่ายจะมีจุดมุ่งหมายในการจับตัวพระราชา โดยฝ่ายที่เป็นผู้จับจะมีข้อได้เปรียบในตอนเริ่มต้นเกม ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชี้ให้เห็นถึงมุมมองเชิงวัฒนธรรมด้วยการจำลองความสำเร็จของการจู่โจมแบบชาวไวกิ้ง

เกม Tafl แพร่หลายไปในทุกที่ที่ชาวไวกิ้งเดินทางไป รวมถึงไอซ์แลนด์​  สหราชอาณาจักร

ไอร์แลนด์ และแลปแลนด์ ​โดยมีการดัดแปลงวิธีเล่นบางประการในหมู่ผู้เล่นของภูมิภาคยุโรปเหนือ โดยจากข้อสันนิษฐานพบว่าเกม Tafl ได้แตกแขนงออกเป็นเกมที่ชื่อว่า Chaturanga  ซึ่งเป็นเกมกลยุทธ์ของอินเดียยุคโบราณที่ได้รับการพัฒนาในสมัยจักรวรรดิคุปตะ (Gupta Empire) อันรุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 6  โดยในคริสต์ศตวรรษที่ 7  เกมนี้แพร่หลายไปยัง จักรวรรดิซาสซานิยะห์แห่งเปอร์เซีย (Sassanid Persian) มีชื่อเรียกว่า Shatranj ซึ่งต่อมากลายเป็นเกมในรูปแบบของหมากรุกสืบทอดมาถึงยุโรปยุคกลางตอนปลายตามลำดับ

Chaturanga เล่นบนกระดานที่ไม่ได้เป็นลายตารางขนาด 8×8 เรียกว่า Ashtāpada บางครั้งกระดานจะมีสัญลักษณ์พิเศษ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถตีความหมายได้ หลังจากนั้น เกมนี้ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบยุโรป ซึ่งก็คือเกมหมากรุกซึ่งเล่นบนกระดานขนาด 8×8 เช่นกัน หลักฐานชิ้นแรกๆ ของหมากรุกถูกค้นพบในจักรวรรดิซาสซานิยะห์แห่งเปอร์เซีย (Sassanid Persian) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 600 ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าพ่อค้าชาวมุสลิมเดินทางมายังท่าเรือในยุโรปและนำตัวหมากพระราชาที่ใช้ประดับตกแต่งซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่เข้ามาก่อนที่จะนำเกมหมากรุกมาจำหน่ายภายหลัง

เกมหมากรุกได้มาถึงยุโรปตะวันตกและรัสเซียด้วยเส้นทางอย่างน้อยสามช่องทาง โดยระยะแรกสุดคือในศตวรรษที่ 9 และเมื่อเข้าปีค.ศ  1000 เกมนี้ก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป จากนั้นชาวมัวร์ (Moors) เริ่มนำเกมหมากรุกเข้าไปแนะนำให้รู้จักอย่างกว้างขวางในแถบคาบสมุทรไอบีเรียช่วงศตวรรษที่ 10 โดยมีคำอธิบายปรากฏในต้นฉบับอันโด่งดังแห่งศตวรรษที่ 13 ซึ่งครอบคลุมทั้ง Shatranj (หมากรุกของเปอร์เซีย) Backgammon และลูกเต๋า มีชื่อเรียกว่า Libro de Los Juegos (คัมภีร์แห่งเกม)

ราวปีค.ศ 1200 เริ่มมีการดัดแปลงกฎของเกม Shatranj (หมากรุกของเปอร์เซีย) ขึ้นในยุโรปตอนใต้ ต่อมาราวในช่วงปีค.ศ. 1475 มีการปรับเปลี่ยนกฎการเล่นหลายประการ จนกระทั่งกลายเป็นรูปแบบเกมหมากรุกอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ กฏการเดินหมากสมัยใหม่เหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในอิตาลีและสเปน ตัวเบี้ย (Pawn) มีทางเลือกในการเดินหน้า 2 ช่องในการเดินตาแรก ขณะที่บิชอป (Bishop) และควีน (Queen) ถูกปรับให้มีความสามารถพิเศษรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ควีน (Queen) ถูกนำมาใช้แทนขุนนาง (Vizier)  จนถึงปลายศตวรรษที่ 10 และเมื่อถึงศตวรรษที่ 15 ควีน (Queen) ก็กลายมาเป็นหมากที่เป็นความสามารถมากที่สุดในเกม ดังนั้น ในเกมหมากรุกสมัยใหม่จะเรียกว่า “หมากรุกของควีน (Queen’s Chess)” หรือ “หมากรุกของควีนผู้บ้าคลั่ง (Mad Queen Chess)”  กฎที่ปรับปรุงใหม่นี้แพร่กระจายไปทั่วยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยมีการสรุปกฎที่เกี่ยวข้องกับเดินจนมุม (Stalemate) จนเสร็จสมบูรณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และผลลัพธ์จากการปรับเปลี่ยนกฎเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานของเกมหมากรุกที่เราเล่นกันในปัจจุบัน

ในช่วงยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) หมากรุกได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือแห่งการพัฒนาตนเอง โดยเบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ยังเขียนถึงหมากรุกไว้ในบทความที่มีชื่อว่า “คติธรรมของหมากรุก (The Morals of Chess)” ในปีค.ศ. 1750 เขากล่าวไว้ว่า “เกมหมากรุกไม่เพียงแต่จะให้ความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่ามหาศาลต่อคุณภาพของจิตใจ มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ซึ่งต้องเรียนรู้และทำให้แข็งแกร่งจากการเล่นหมากรุก ทั้งนี้ เป็นการเตรียมตนพร้อมต่อทุกสถานการณ์ที่พบเจอ เพราะชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกับเกมหมากรุก ที่เรามักต้องทำคะแนนเพื่อให้ได้รับชัยชนะ อีกทั้งยังมีคู่แข่งหรือศัตรูที่ต้องเอาชนะกัน ซึ่งก่อให้เกิดทั้งผลลัพธ์ที่ดีและแย่แตกต่างหลากหลายกันออกไป เป็นผลมาจากความรอบคอบหรือความต้องการของตน เพราะฉะนั้น การเล่นหมากรุกจึงทำให้เราได้เรียนรู้”

หลังจากนั้นไม่นาน หมากรุกก็ได้เข้าไปเป็นกิจกรรมในโรงเรียน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชมรมหมากรุก แม้ว่าหมากรุกจะไม่ถือเป็นกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิกอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล  (International Olympic Committee – IOC)  ทั้งนี้มีการจัดแข่งขันโอลิมปิกหมากรุกสากล  (Chess Olympiad) ขึ้นทุกๆ 2 ปีโดยแข่งเป็นทีม และในหลายประเทศมีการจัดตั้งสมาคมหมากรุกระดับประเทศอีกด้วย