ในช่วงแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสเล่นบอร์ดเกมมา ผมพยายามเลือกเล่นบอร์ดเกมที่มี กลไก หรือ mechanic ที่แตกต่างกันไป จะได้รู้ว่าแต่ละ mechanic นั้นมีผลต้อการเล่นของตัวเองอย่างไรบ้าง ยิ่งเล่นยิ่งรู้สึกว่า mechanic ต่าง ๆ ในบอร์ดเกมนั้นมีส่วนคล้ายกับ 7 habits ที่เราเคยเรียนมาไม่มากก็น้

อย เลยลองพยายามมั่ว ๆ ทำ mapping ระหว่าง 7 habits กับ mechanic ที่ใช้ในการเล่นบอร์ดเกมดูคร่าว ๆ

  1. Be Proactive – mechanic หรือ กลไกในการเล่นบอร์ดเกมที่มีลักษณะ Proactive เช่น Action/Movement Programming เกมที่มี mechanic ประเภทนี้ต้องวางการเดินหมากทีละตา แล้วอ่านเกมว่าผู้เล่นอื่นจะทำอะไรต่อไป เราควรจะต้องตั้งรับ ถ้ารอตั้งรับอาจจะทำให้ไม่ได้คะแนน หรือเสียคะแนนได้ ต้องตัดสินใจที่จะ proactive ในหลายสถานการณ์เพื่อที่จะไม่เสียคะแนน หรือเพื่อจะทำคะแนน ตัวอย่างเกมจำพวกนี้ได้แก่ Colt Express, Lords of Xidit หรือเกม Puerto Rico ที่ใช้ mechanic Variable Phase Order ที่ต้องคอยสังเกตผู้เล่นอื่นว่ากำลังทำอะไรอยู่แล้วเราควรจะเลือกทำ action อะไรก่อนที่จะทำให้ได้เปรียบ เพราะในเกมนี้ทุกคนจะทำ action เหมือนกันเพียงแต่ลำดับในการทำต่างกันในแต่ละรอบตามแต่ผู้เล่นจะเลือกทำ เป็นต้น
  2. Begin with the End in Mind – mechanic ที่ใช้ habit แบบนี้เช่น Area Enclosure, Area Control, Route/Network Building เป็นเกมที่ต้องใช้การวางแผนครอบครองพื้นที่ เกมเหล่านี้มักจะผสมผสานกับการมีการ์ด objectives เป็นเป้าหมายในการยึดครองพื้นที่ หรือสร้างเส้นทาง ต้องใช้การคิดล่วงหน้า วางแผนระยะสั้น ระยะยาว คิดว่าเราจะครอบครองพื้นที่ไหน หรือเส้นทางไหน ตัวอย่างเช่นเกม Ticket to Ride ทุกคนจะได้ ticket card ว่าจะต้องสร้างเส้นทางรถไฟจากเมืองไหน เราต้องคิดว่าเส้นทางไหนง่ายต่อการสร้าง มีข้อจำกัดอะไรบ้าง เราจะเลือกเส้นทางอย่างไร (เพราะไปได้หลายเส้นทาง) ถ้าเลือกแล้วทำไม่ได้จะต้องเสียคะแนน ถ้าทำได้ก็ได้คะแนน หรือเกมอย่าง Kingdom Builder จะมี card objectives 3 ใบที่ทำให้เราได้คะแนนตอนท้ายเกม เราต้องคิดว่าจะสร้างเมืองอย่างไร ต้องใช้ความสามารถพิเศษตัวไหน ต้องมองเกมให้ขาดตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะทำคะแนนอย่างไร หรือเกมอย่าง Carcassonne ที่จะต้องเลือกวาง meeples สำหรับ ถนน/เมือง เพื่อคะแนนที่มีโอกาสได้เร็ว เมื่อต่อถนน/เมืองเสร็จจะได้ตัว meeples กลับมาเล่นอีก หรือจะวาง meeples เป็น farmer ที่จะได้คะแนนมาก ๆ ตอนจบเกม แต่ไม่สามารถหยิบคืนได้จนกว่าเกมจะจบ
  3. Put First Things First – mechanic Worker Placement เป็นการวางแผนจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด นอกจากจำกัดแล้วยังมักจะต้องแย่งกันทำ action ด้วย โดยผู้เล่นอื่น ๆ อาจจะอยากทำให้สิ่งเดียวกัน แต่ละคนมีการให้ความสำคัญกับการเดินหมากที่ต่างกัน เราต้องวางแผนว่าจะทำอะไรก่อน ทำอะไรทีหลัง อย่างเช่นเกม Kanban : Automotive Revolution เราต้องเลือกว่าจะใช้ Worker ของเราซึ่งมีตัวเดียวไปทำงานที่แผนกไหนในโรงงานเพื่อให้ได้คะแนน หรือไม่ให้เสียคะแนน ก่อนหน้าที่ผู้เล่นอื่นจะตัดหน้าเรา หรือเกม Stone Age เรามี Worker หลายตัวส่งไปหาอาหาร หรือสะสมทรัพยากร (ไม้ อิฐ หิน ทอง) เพื่อเอามาสร้างบ้าน หรือพัฒนาหมู่บ้าน โดยที่บางกิจกรรมถูกจำกัดให้ทำได้รอบละคนเดียว เราต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อน/หลัง เพื่อไม่ให้ผู้เล่นคนอื่นมาแย่งได้
  4. Think Win-Win – mechanic Trading คือการต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากร เช่นเกม Bohnanza (เกมปลูกถั่ว) หรือ Settlers of Catan ต้องอาศัยการพูดคุย ต่อรอง จนทั้งคู่สามารถตกลงจะแลกเปลี่ยนไพ่ที่มี ถ้าไม่ win-win ก็ไม่ยอมแลกไพ่กัน สามารถแลก 1-1, 1-2, 2-1 หรืออัตราส่วนเท่าไหร่ก็ได้ตามแต่ตกลงกัน อีกเกมที่ถือว่าต้องใช้การต่อรองเป็นกลไกหลักเลยคือเกม China Town ที่ผู้เล่นจะจั่ว tile ที่ดิน และร้านค้าขึ้นมาเพื่อที่จะสร้าง แต่ก่อนที่จะสร้างผู้เล่นสามารถที่จะต่อรองแลกเปลี่ยนที่ดินและร้านค้า รวมถึงสามารถนำร้านค้าที่เคยสร้างมาแล้วในริบก่อน ๆ และเงินที่มีเป็นปัจจัยในการต่อรองอีกด้วย
  5. Seek First to Understand then to Be Understood สำหรับ habit นี้ยังหา mechanic ในบอร์ดเกมที่เหมาะสมกับข้อนี้ไม่เจอครับ ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ Seek First to Understand แต่ไม่อยากให้ to Be Understood ที่พอจะคล้าย ๆ ก็จำพวกเกมแนว Role Playing เช่น Spyfall หรือเกมแนว Co-operatives แบบ Hanabi ที่ต้องสื่อสารให้พวกเดียวกันเข้าใจ
  6. Synergies : Combine the Strength of the Team – เกมที่มีลักษณะเช่นนี้คือมี mechanic ที่เรียกว่า Co-operatives Play คือเกมที่เล่นแบบมีการช่วยเหลือกัน ชนะด้วยกัน แพ้ด้วยกัน เกมลักษณะนี้ผู้เล่นมักจะมีความสามารถของตัวที่เล่นแตกต่างกัน หรือที่เรียก mechanic นี้ว่า Variable Player Power เหมือนในชีวิตจริงที่แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน ต้องพูดคุยกัน ปรึกษากันก่อนที่จะเล่นในแต่ละตา ตัวอย่างของเกมลักษณะนี้เช่น Castle Panic, Pandemic, Legendary Marvel เป็นต้น
  7. Sharpen the Saw – หลาย ๆ เกมมี mechanic หลาย ๆ อย่างในหนึ่งเกม เช่น Settlers of Catan มีทั้ง Route/Network Building และ Trading เกมที่มี mechanic มาก ๆ ในหนึ่งเกมก็จะมีความยาก ซับซ้อนกว่าเกมอื่น ๆ โดยปกติจะมีการให้คะแนน Game Weight ว่าเป็นเกมที่ซับซ้อนแค่ไหนจาก light -> medium light -> medium -> medium heavy -> heavy การเริ่มเล่นเกมจากระดับ light หรือที่เรียกกันว่า entry เกม แล้วค่อย ๆ พัฒนาจนสามารถเล่นเกมที่ซับซ้อนขึ้นได้ การที่เราฝึกฝนมุมมองการเล่นเกมจาก mechanic ที่แตกต่างกัน แล้วพัฒนาให้เล่นเกมที่ซับซ้อนมากขึ้น ก็น่าจะเป็นการ Sharpen the Saw ได้

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นการสรุปมั่ว ๆ เอาเอง แต่ก็คงพอจะเห็นภาพกันบ้างไม่มากก็น้อยว่าบอร์ดเกมนั้นมีทั้งความสนุก และมีประโยชน์ควบคู่กันไป ก็คงคล้าย ๆ กับที่ทางบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยที่สนับสนุนให้พนักงานเล่นเกมโกะ (GO) ซึ่งก็เป็นเกมที่ใช้ mechanic ที่เรียกว่า Area Enclosure แทนที่จะต้องไปเข้าฝึกอบรม 1-2 วัน แล้วก็เอาแฟ้มเก็บเข้าตู้เอกสาร มาเล่นบอร์ดเกมกันก็น่าจะได้ฝึกทักษะต่าง ๆ ได้เหมือนกัน

ใครสนใจ ไปลองเล่นตามร้านบอร์ดเกมดูว่าเราสนใจเกมที่มี mechanic แบบไหน แล้วไม่ชอบแบบไหน แนะนำให้พยายามลองเล่นเกมที่มี mechanic ที่เราไม่ชอบบ้าง จะเป็นการพัฒนาส่วนด้อยของเรา อย่ามัวแต่เล่นเกมที่เราชนะทุกครั้งหรือเกือบทุกครั้ง เพื่อความสนุกสนานอย่างเดียวนะครับ 😀